น้ำมันปลาและ Omega-3

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 25502comments

น้ำมันปลา / Omega-3
น้ำมันปลา อุดมไปด้วยไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่ชื่อว่า Omega-3 ซึ่งมีหลักๆอยู่ 3 ตัวคือ ALA, EPA และ DHA ซึ่งตัว Omega-3 นอกจากจะพบในน้ำมันปลาแล้ว ยังพบได้ในน้ำมันพืชอีกหลายชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย แต่น่าเสียดายที่น้ำมันจากพืชที่กล่าวมานั้น นอกจากจะมี Omega-3 อยู่ แต่ปริมาณมีน้อยกว่า Omega-6 ซึ่งเป็นไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากได้รับมากไป ก็อาจทำให้เกิดความดันสูงหรือโรคหัวใจได้ ทำให้น้ำมันพืชที่ดูท่าจะปลอดภัยมีเพียง น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลา เท่านั้น

ประโยชน์ของน้ำมันปลา การศึกษาถึงประโยชน์ของน้ำมันปลามีมาหลายปีแล้ว เราจะมาดูกันว่า จริงๆแล้วมันช่วยอะไรเราได้บ้าง
1. ช่วยลดไขมัน Triglyceride (TG) ในเลือด มีการทดลองที่ชัดเจนว่า การกิน Omega-3 ในขนาด 2 กรัม/วัน ก็ช่วยส่งผลลด TG ได้ และจะยิ่งส่งผลดี เมื่อได้รับในขนาดมากขึ้น เช่น การได้รับในขนาด 4 กรัม/วัน ช่วยลด TG ได้ 25-40 %
2. ลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน/heart attack ในคนที่เคยมีประวัติมาก่อน (Secondary cardiovascular disease prevention) พบว่า ในผู้ป่วยที่มีประวัติเคยมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การกินปลาในขนาด 200-400 กรัม/สัปดาห์ (เทียบเท่ากับได้รับ Omega-3 500-800 มก./สัปดาห์) ช่วยลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และลดอัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้คนไข้ต้องใช้ยารักษาโรคหัวใจควบคู่ไปด้วยถึงจะได้ผล (น้ำมันปลา ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษาให้มากขึ้น) นอกจากนี้ทางสมาคมโรคหัวใจของ USA ได้แนะนำให้คนที่เป็นโรคหัวใจควรจะได้รับ EPA + DHA วันละ 1 กรัม ไม่ว่าจะมาจากการกินปลาหรือจะมาจากอาหารเสริมก็ตาม
3. อาการความดันโลหิตสูง การกิน Omega-3 ช่วยลดความดันได้ 2-5 ม.ม.ปรอท และอาจลดได้มากกว่านี้ในกรณีที่ความดันสูงมากๆ แต่ทั้งนี้ การกิน Omega-3 อาจต้องกินในขนาดสูงคือ 3 กรัม/วัน ซึ่ง อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้สูง Note การควบคุมความดันด้วยวิธีอื่น สามารถเห็นผลได้ดีกว่ามาก เช่น การจำกัดเกลือ, การลดน้ำหนัก, การออกกำลังกายหรือการใช้ยา
4. การป้องกันโรคหัวใจ ในกรณีที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน (Primary cardiovascular disease prevention) มีบางรายงานว่าในคนที่กินปลาเป็นประจำ จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้กิน แต่บางรายงานก็ขัดแย้งกัน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า การป้องกันการเกิดโรคหัวใจนี้ จะป้องกันได้เฉพาะในกลุ่มคนที่มีแนวโน้ม/ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหรือไม่
5. ข้ออักเสบ Rheumatoid การใช้น้ำมันปลาจะช่วยเสริมฤทธิ์แก้ปวด เมื่อใช้ควบคู่กับยาแก้ปวดได้ โดยน้ำมันปลาจะช่วยลดสารสื่อที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดได้

การใช้น้ำมันปลาแบบผิดๆ เราอาจจะได้เห็นโฆษณาขายของ
ที่มักจะนำประโยชน์ของน้ำมันปลามาโฆษณากัน เช่น
1. ช่วยพัฒนาสมอง ถึงแม้ DHA จะช่วยสร้างสมอง แต่มันก็เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกจนอายุประมาณ 5 ปีเท่านั้น แต่จากการศึกษาแล้วพบว่าน้ำมันปลามีส่วนช่วยเรื่องความจำได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ไม่ได้ช่วยก่อให้เกิดเด็กที่ฉลาดกว่าปกติแต่อย่างใด
2. ลด Cholesterol ในเลือด ถึงแม้น้ำมันปลาจะช่วยลด TG ได้ แต่สำหรับตัว Cholesterol พบว่า มันช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL) ได้ 1-3 % แต่ก็เพิ่มไขมันตัวร้าย (LDL) 5-10 % ด้วย และยังไม่พบว่าการกินน้ำมันปลา จะมีผลดีต่อเรื่อง Cholesterol แต่อย่างใด ในคนที่มีภาวะ cholesterol ในเลือดสูง ควรใช้การรักษาด้วยวิธีอื่น
3. ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคหลอดเลือดสมองประกอบ ไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตก และ อุดตัน การกินน้ำมันปลา อาจจะมีผลดีต่อการลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบและอุดตัน แต่ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกได้มากขึ้น ปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน สมาคมโรคหัวใจ USA แนะนำให้กินปลาสัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง WHO แนะนำให้กิน 0.3-0.5 กรัมของ EPA + DHA และ 0.8-1.1 กรัมของ ALA คำแนะนำในการรับประทาน
-ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด 1,000 มก./วัน
- ผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูง 3,000 มก./วัน
- ผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขข้ออักเสบ 3,000-7,000 มก./วัน

หมายเหตุ : 1. การรับประทานน้ำมันปลา ควรรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน
2. ไม่แนะนำให้รับประทานน้ำมันปลาในผู้ที่แพ้อาหารทะเล และผู้ที่กำลังได้รับยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
ขอบคุณ Healthy for kid
Share this article :
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2008. แม่และเด็ก - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Powered by Blogger